Showing posts with label ฮายาโอะ มิยาซากิ และ Studio Ghibli. Show all posts
Showing posts with label ฮายาโอะ มิยาซากิ และ Studio Ghibli. Show all posts

Mar 13, 2009

เล่าเรื่องพรรณนาการ์ตูนโชโจ "การ์ตูนผู้หญิง ตาหวาน"

ป.ล.เนื้อหาในบทความบางส่วนเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนบทความนี้เท่านั้น


ในบรรดาหนังสือการ์ตูนหลากหลายแนว หลากหลายประเภทนั้น การ์ตูนแนวโชโจ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า การ์ตูนผู้หญิง หรือ การ์ตูนตาหวาน ก็เป็นการ์ตูนอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่ง การ์ตูนโชโจนั้น ก็ได้รับความนิยมควบคู่ไปกับการ์ตูนแนวโชเน็น หรือ การ์ตูนผู้ชาย ส่วนความนิยมของการ์ตูนโชโจในบ้านเรา ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน ซึ่งในช่วงที่การ์ตูนญี่ปุ่นเข้ามาบ้านเราครั้งแรกๆ การ์ตูนแนวโชโจมีคนอ่านมาก พอๆกับการ์ตูนดังสมัยก่อนอย่าง โดราเอม่อน,ดราก้อนบอล เลยก็ว่าได้

ความหมาย
การ์ตูนแนวโชโจ แปลความหมายโดยตรงคือ การ์ตูนสำหรับเด็กผู้หญิง คือ เป็นการ์ตูนที่มีเนื้อหาเอาใจกลุ่มผู้อ่านเพศหญิงเป็นหลัก เนื้อหาส่วนใหญ่จะเน้นแนวความรักโรแมนติกที่มีทั้งอารมณ์หวานซึ้ง ดราม่า ตลก พร้อมๆกัน แต่ในปัจจุบันการ์ตูนโชโจก็มีดารเสริมเนื้อหาให้เน้นกลุ่มคนอ่านที่เป็น ผู้ชายมากขึ้น

ซึ่ง โชโจ หมายถึง เด็กผู้หญิง ในภาษาญี่ปุ่น และเป็นคำที่บ่งบอกประเภทของการ์ตูนและอนิเม เช่นเดียวกับ โชเน็น,ไซเน็น(การ์ตูนผู้ชายที่มีเนื้อหาเอาใจนักอ่านชายช่วงวัยรุ่น -ผู้ใหญ่) และ โจเซย์ (การ์ตูนผู้หญิงที่มีเนื้อหาเอาใจนักอ่านหญิงช่วงวัยรุ่น-ผู้ใหญ่)

ประวัติความเป็นมา

ประวัติ ศาสตร์ของการ์ตูนแนวโชโจนั้น สันนิษฐานว่า เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับ นิยสารสารโชโจ(นิตยสารสำหรับเด็กผู้หญิง) ซึ่งมีการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1903 และในปี 1910 นิตยสารเหล่านั้นมีการลงการ์ตูนโชโจเป็นครั้งแรก ซึ่งการ์ตูนโชโจสมัยนั้น เป็นแค่การ์ตูน 4 ช่องจบในหน้าเดียว เน้นอารมณ์ขบขันเป็นหลัก พูดง่ายๆก็คือ การ์ตูนโชโจในสมัยนั้นก็คือ การ์ตูนที่ลงในนิตยสารประเภทโชโจ หรือ นิตยสารสำหรับเด็กผู้หญิง นั่นเอง

จากนั้นนิตยสารโชโจต่างก็ทยอยนำผลงานการ์ตูนโชโจลงกันเพื่อเพิ่มยอดขายให้ นิตยสาร โดยการ์ตูนโชโจที่ได้รับความนิยมในช่วงนั้นคือ Kurukuru Kurumi-chan ของ คัตซึจิ มัตซึโมโตะ ซึ่งลงในนิตยสาร Shojo no tomo ในปี 1938 ทว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อุบัติขึ้น ก็มีผลทำให้การ์ตูนโชโจซบเซาลงอย่างมาก

หลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 การ์ตูนโชโจกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง จากผลงานของ โชสุเกะ คุราคาเนะ จากเรื่อง Anmitsu Hime (เจ้าหญิงอันมิตสึ) ซึ่งเป็นการ์ตูนที่ยังคงสไตล์ความขบขันเช่นเคย ต่อมาการ์ตูนโชโจก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และกลายเป็นต้นแบบของการ์ตูนโชโจยุคปัจจุบัน จากผลงานของ โอซามุ เท็ตซึกะ (เท็ตซึกะ โอซามุ) เรื่อง Ribon no kishi ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นการเสริมแต่งความดราม่า และเน้นเนื้อหาของการ์ตูนให้มีความจริงจังมากขึ้น และเรื่องนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการ์ตูนโชโจเรื่องยาวอีกด้วย

Anmitsu Hime
Ribon no Kishi
การ์ตูนโชโจยุคแรกๆ ตีพิมพ์ในปี 1910
(ภาพจาก Wikipedia)

จาก นั้นมา นักเขียนการ์ตูนแนวโชโจได้รับอิทธิพลจากผลงานของ โอซามุ ไปปรับแต่งเป็นสไตล์ของตนเอง และในช่วงกลางยุค 60 เชื่อหรือไม่นั้น การ์ตูนโชโจที่ออกมาในสมัยนั้น และเป็นฝีมือของนักเขียนการ์ตูนที่เป็นผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ มีอยู่ส่วนน้อยที่เป็นผลงานของนักเขียนการ์ตูนที่เป็นผู้หญิง โดย เท็ตซึยะ จิบะ ผู้แต่ง โจสิงห์สังเวียน นั้น ครั้งหนึ่งเขาก็เคยมีผลงานการ์ตูนแนวโชโจด้วยเหมือนกัน ในช่วงที่เขาเป็นนักเขียนการ์ตูนรุ่นใหม่ไฟแรง เขาได้เขียนการ์ตูนแนวโชโจเพื่อฝึกปรือก่อนขยับไปเขียนการ์ตูนโชเน็น ซึ่งเขาเคยถามภรรยาของเขาเกี่ยวกับอารมณ์ของผู้หญิง เพื่อเป็นข้อมูลในการเขียนการ์ตูน

สำหรับนักเขียนการ์ตูนโชโจที่เป็นผู้หญิงในช่วงนั้น ก็มี โยชิโกะ นิชิทานิ ที่ได้เขียนการ์ตูนเนื้อหาร่วมสมัยเกี่ยวกับความรักของหนุ่มสาววัยรุ่น ซึ่งผลงานเรื่องดังกล่าวก็เป็นการเปลี่ยนการ์ตูนโชโจให้กลายเป็นแนวดราม่า มากขึ้น โดยในช่วงปี 1959-1969 กลุ่มผู้อ่านการ์ตูนเริ่มขยายตัวกว้างขึ้นในญี่ปุ่น และมีการแข่งขันกันทางการตลาดระหว่างการ์ตูนโชเน็น ที่เน้นกลุ่มผู้อ่านเด็กผู้ชาย กับ การ์ตูนโชโจ ที่เน้นกลุ่มผู้อ่านเด็กผู้หญิง ซึ่งแนวการ์ตูนโชโจที่ได้รับความนิยมในสมัยนั้น ก็คือ แนวสาวน้อยเวทมนตร์นั่นเอง

ต่อ จากนั้นการ์ตูนโชโจก็เริ่มเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากเดิมที่เคยนิยมเขียนเป็นการ์ตูนแก๊กแบ่งเป็นช่องๆ ได้เปลี่ยนไปเป็นการบอกเล่าเรื่องราวหลายๆหน้าโดยอิงเนื้อหา วิธีการเล่าเรื่อง จากนิยายเด็กผู้หญิง ซึ่งถือเป็นต้นแบบการ์ตูนโชโจแนวเมโลดรามาติคในปัจจุบัน ซึ่งจุดเด่นของการ์ตูนแนวนี้คือ เป็นการ์ตูนแนวรักหวาน ประกอบด้วยนางเอกวัยแรกรุ่นผู้ไร้เดียงสา หลีกหนีจากครอบครัว และเมื่อใดก็ตามที่เธอผู้นี้กำลังมีภัย ก็จะมีชายหนุ่มรูปงามเข้ามาช่วยเหลือเธอให้ปลอดภัย และทั้งสองก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข อีกทั้งเนื้อเรื่องได้เน้นความรักระหว่างเธอและเขา ที่อาจเป็นรักต้องห้ามบ้าง,เขาและเธออาจต้องแยกจากกันไปตามสถานที่และเวลา ให้เข้ากับกลุ่มคนอ่านวัยแรกรุ่น ซึ่งอยู่ในวัยเดียวกับนางเอกของเรื่องพอดี

ระหว่าง ปี 1969-1971 ได้มีนักเขียนการ์ตูนผู้หญิงรุ่นใหม่ๆ ได้สร้างสรรค์ผลงานการ์ตูนแนวใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง โดยนักเขียนการ์ตูนอย่าง ฮากิโอะ โมโตะ,ยูมิโกะ โอชิม่า และ เคย์โกะ ทาเคมิยะ ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มศิลปิน hana no niju yon nen gumi (Year 24 Group) ทั้งหมดได้ช่วยกันแต่งเรื่องแนวใหม่ รูปแบบใหม่ จนกลายมาเป็นแนว Shonen-ai (Boy Love - ชายรักชาย แต่เนื้อหาไม่รุนแรงเท่า Yaoi) ขึ้น ซึ่งการมาของการ์ตูนแนวนี้ก็ทำให้เกิดเสียงวิพากย์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นอกจากนี้ยังมีนักเขียนการ์ตูนโชโจคนดังเกิดขึ้นในยุคนี้ เช่น ริโยโกะ อิเคดะ ,ยูคาริ อิจิโจและ สึมิกะ ยามาโมโตะ ผู้แต่งเรื่อง กุหลาบแวร์ซายส์,Designer และ Ace wo nerae! ตามลำดับ ซึ่งทั้งสามเรื่องนั้นจัดว่าได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่นในสมัยนั้น และตั้งแต่ช่วงกลางยุค 70 เป็นต้นไป เกิดนักเขียนการ์ตูนผู้หญิงหน้าใหม่มากขึ้น ทำให้การ์ตูนโชโจหลากหลายเรื่องเป็นผลงานที่เขียนโดยนักเขียนการ์ตูนผู้หญิง เกือบทั้งหมด และปัจจุบันนี้ การ์ตูนโชโจยังคงพัฒนารูปแบบและเนื้อเรื่องให้มีหลากหลายแนว เป็นทางเลือกของคนอ่านหลากกลุ่มมากขึ้น อย่างเช่น แนวโรแมนติค ไซไฟ,แฟนตาซี,สาวน้อยเวทมนตร์,โจเซย์ ฯลฯ

ยอดขายนิตยสารการ์ตูนโชโจ
ปัจจุบันการ์ตูนโชโจนิยมอ่านกันมากในญี่ปุ่น ซึ่งอ่านกันทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่วัยเข้าเรียน,วัยรุ่น จนถึงวัยทำงาน ซึ่งสาววัยรุ่นนั้น คือผู้อ่านกลุ่มใหญ่สุด มีจำนวนถึง 75% เนื่องจากความนิยมในการ์ตูนโชโจนี่เอง ทำให้สำนักพิมพ์การ์ตูนรายใหญ่ในญี่ปุ่นจึงให้ความสำคัญแก่การ์ตูนโชโจมาก ขึ้น มีนิตยสารการ์ตูนสำหรับแนวโชโจตามมา ซึ่งสนพ.ฮาคุเซ็นฉะ เป็นสำนักพิมพ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการ์ตูนโชโจ แถมมีหลายเรื่องที่บ้านเราได้ลิขสิทธิ์ไปตีพิมพ์ ส่วนสำนักพิมพ์รายใหญ่อย่าง โชกะกุกัง,ชูเอย์ฉะ และโคดันฉะ ก็มีเยอะไม่แพ้กัน ซึ่งนิตยสารการ์ตูนโชโจที่ขายดี 3 อันดับแรกในญี่ปุ่น คือ Ciao,นากาโยชิ และ Ribon โดยยอดขายของนิตยสารการ์ตูนโชโจในปี 2007 มีดังนี้

นิตยสาร
ยอดขาย(เล่ม)
Ciao (Shogakukan)
982,834
Nakayoshi (Kodansha)
400,000
Ribon (Shueisha)
376,666
Special Edition Margaret (Shueisha)
320,000
Hana to Yume (Hakusensha)
226,826
Cookie (Shueisha)
200,000
Deluxe Margaret (Shueisha)
181,666
The Margaret (Shueisha)
177916
LaLa (Hakusensha)
170833
Cheese! (Shogakukan)
144,750

*ชื่อในวงเล็บ คือ สำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์นิตยสารเล่มนั้นๆ

10 การ์ตูนโชโจที่ไม่ควรพลาด
* ดัดแปลงลิสต์บางส่วนจากในเว็บ http://manga.about.com/od/typesofmanga/p/shojointro.htm


Fruits Basket (เสน่ห์สาวข้าวปั้น)
นัตซึกิ ทาคายะ

-ฮอนดะ โทรุ สาวน้อยผู้สูญเสียคุณแม่จากอุบัติเหตุ เธอจึงต้องใช้ชีวิตตามลำพัง โดยการไปตั้งเต็นท์ในป่าซึ่งเป็นพื้นที่ของตระกูลโซมะ ตระกูลต้องสาป เมื่อถูกเพศตรงข้ามกอดจะกลายร่างเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งใน 12 นักษัตรจีน จัดเป็นการ์ตูนแนวโรแมนติคคอเมดี้ที่มีเนื้อหาหลากอารมณ์ ได้คติสอนใจ จนเป็นการ์ตูนอีกเรื่องที่มีดีกรีความยอดเยี่ยมที่ญี่ปุ่น

Kare Kano (เรื่องธรรมดาของเธอกับฉัน)
มาซามิ ซึดะ

- ยูคิโนะ สาวม.ปลายที่พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะได้เป็นที่หนึ่งของชั้นเรียน (จริงๆก็หวังอยากดังเท่นั้น) ทว่าเธอได้รู้จักกับ โซอิจิโร่ หนุ่มสุดเพอร์เฟคประจำชั้นเรียน ซึ่งทีแรกเธอตั้งใจเป็นคู่แข่งของโซอิจิโร่ แต่ไปๆมาๆ จากความสัมพันธ์ของทั้งสองก็แนบแน่นกลายเป็นความรักแทน

Hana Yori Dango (สาวแกร่งแรงเกินร้อย)
โยโกะ คามิโอะ

- ผลงานสุดฮิตและขายดีของอ.โยโกะ คามิโอะ จนถูกนำไปสร้างเป็นละครซีรี่ย์ของญี่ปุ่นและไต้หวัน(รักใสๆ หัวใจ 4 ดวง)มาแล้ว มากิโนะ ซึคุชิ เด็กสาวธรรมดาที่ถูกรายล้อมด้วยเด็กนักเรียนลูกคนรวยในโรงเรียน เธอได้ใกล้ชิดกับกลุ่ม F4 โดยเฉพาะ โดเมียวจิ ที่สนใจในตัวซึคุชิ เป็นพิเศษ ด้วยความหวานซ่อนเปรี้ยวที่มีอยู่ในตัวซึคุชิ ทำให้เธอกับกลุ่มF4 จึงสนิทสนมกันโดยไม่รู้ตัว ต่อมา ซึคุชิก็ต้องเผชิญกับเรื่องราวความรักระหว่างเธอกับโดเมียวจิ โดยที่สมาชิก F4 ที่เหลือคอยเป็นกำลังใจให้ทั้งคู่ได้สมหวังกัน

ยุ่งชะมัด เป็นสัตวแพทย์
โนริโกะ ซาซากิ

-ถึงจะเป็นการ์ตูนขำหน้าตาย แต่เขาจัดให้เรื่องนี้เป็นแนวโชโจ(จริงๆนะ) เรื่องราววุ่นๆของเหล่านักศึกษาสัตวแพทย์ และสัตว์เลี้ยงน้อยใหญ่หลายชนิด ต่อมาได้ถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์ เคยออกอากาศทางไอทีวี ในบ้านเรา นิชิเนะ มาซากิ หรือ ฮามุเทรุ ที่หลายๆคนเรียก กับ นิไคโด อาคิโอะ กำลังกลับบ้านโดยผ่านคณะสัตวแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัย H ซึ่งฮามุเทรุได้เจอกับลูกสุนัขพันธ์ไซบีเรียนฮัสกี้ รวมถึงได้เจอโปรเฟสเซอร์อุรุชิฮาระ คุณหมอจอมเพี้ยนด้วย ซึ่งอุรุชิฮาระก็รีบยัดเยียดลูกสุนัขตัวนั้นให้ และบอกว่าเขาจะต้องเป็นสัตวแพทย์แน่นอน ต่อมา เจ้าลูกสุนัขตัวนั้นก็มีชื่อว่า "โจบิ" อยู่พร้อมหน้ากับสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆในบ้านของฮามุเทรุ ต่อมาฮามุเทรุกับนิไคโดสอบติดที่มหาลัย H ได้เข้าเป็นนักเรียนสัตวแพทย์ ซึ่งที่นั่นเองก็มีเรื่องราวป่วนๆคอยอยู่ ปัจจุบันพอหาซื้อได้บ้างในบ้านเรา ของสนพ.สยามอินเตอร์คอมิคส์

Paradise Kiss
ไอ ยาซาว่า

-เนื้อเรื่องที่อิงโลกแห่งแฟชั่น รวมถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป และ การตามหารักแท้ของสาวม.ปลายหุ่นนางแบบ ยูคาริ.... วันหนึ่ง เธอได้พบกับ จอร์จ คนจากร้านพาราไดช์คิส มาเสนอให้เธอเป็นนางแบบให้ทางร้าน เรื่องราวต่างๆจึงเกิดขึ้นนับจากนี้

Full Moon o Sagashite
อารินะ ทาเนมูระ

-เป็นโชโจน้ำดีอีกเรื่องหนึ่ง เป็นการต่อสู้ชีวิตของเด็กสาววัย 12 ปี นาม มิตซึกิ ผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักร้องดัง แต่เธอต้องเผชิญกับโรคร้ายที่มีผลต่ออาชีพในฝันของเธอด้วย วันหนึ่งมิตซึกิได้พบกับยมทูติ 2 ตน ซึ่งยมทูติทั้งสองพยายามช่วยเหลือเธอ ด้วยการแปลงร่างของเธอให้กลายเป็นนักร้องสาววัย 16 ปี หนทางการเป็นนักร้อง และ การต่อสู้ชีวิตเพื่อความฝันของเธอและคำสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อนรัก จะเป็นเช่นไร

Vampire Knight
มัตซึริ ฮิโนะ

-เป็นการ์ตูนโชโจแนวโทนมืด และแอ็คชั่น เรื่องราวของโรงเรียนประหลาดที่แบ่งเป็น Day Class และ Night Class ซึ่ง Day Class เป็นชั้นเรียนของมนุษย์ปกติ ส่วน Night Class เป็นชั้นเรียนของแวมไพร์ แถมยังต้องปกปิดความลับไม่ให้นักเรียน Day Class รู้ ซึ่งยูกิกับเซโร่แห่งเดย์คลาส ทำหน้าที่เป็นการ์เดี้ยนของโรงเรียนโดยรักษาความลับนั้น เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับแวมไพร์จะลงเอยแบบใด

Nana
ไอ ยาซาว่า

-เรื่องราวการใช้ชีวิตร่วมกันของสองสาวชื่อเหมือนกัน แต่มีนิสัยต่างกัน ประกอบด้วย โอซากิ นานะ นักร้องสาวห้าวผู้ชอกช้ำ กับ โคมัตสึ นานะ สาวเรียบร้อยผู้ตามหารัก และที่โตเกียวนี้เอง สองสาวได้พบกันและได้ใช้ชีวิต ณ ห้องเช่า 704 ซึ่งชีวิตความรักของสองสาวยังคงดำเนินต่อไป เป็นงานขายดีมากของ อ.ไอ ยาซาว่า และถูกนำไปดัดแปลงเป็นหนังคนแสดง และอนิเมตามมา

Life
เคย์โกะ ซึเอโนบุ

-การ์ตูนโชโจสะท้อนปัญหาการกลั่นแกล้งภายในโรงเรียน และชีบะ อายูมุ ก็เป็นเหยื่อในการถูกกลั่นแกล้งสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นอย่าง มานามิ,หนุ่มโรคจิตอย่าง คาซึมิ และ อ.โทดะ ครูจอมลำเอียง แต่อย่างน้อยเธอก็ยังมี มิคิ กับ โซโนดะ คอยให้กำลังใจ ทำให้เธอเริ่มต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้ขึ้นมาแล้ว เป็นการ์ตูนโทนเครียด แต่อ่านจบภายใน 10 นาที

Nodame Cantabile (วุ่นรักนักดนตรี)
โทโมโกะ นิโนมิยะ

-การ์ตูน โชโจแนวโรแมนติคคอเมดี้ ที่หลายคนต่างก็พูดถึงกันปากต่อปาก และมีดีกรียอดเยี่ยมหลายสาขารางวัลที่ญี่ปุ่น จนถึงขนาดสร้างเป็นละครซีรี่ย์ เรื่องราววุ่นๆของ จิอากิ หนุ่มผู้ฝันอยากเป็นวาทยากร ได้พบกับ "โนดาเมะ" นักเรียนสาวรุ่นน้องสุดเอ๋อ เจ้าของห้องกองขยะ ที่อยู่ติดๆกับห้องพักของเขา การพบกันของเขาและเธอ ทำให้จิอากิต้องดูแลโนดาเมะแทบทุกอย่าง แต่สิ่งที่จิอากิสนใจในตัวโนดาเมะคือ พรสวรรค์ในการเล่นเปียโนของเธอ ทำให้จิอากิอยากจะฝึกเปียโนให้เธอ พบกับเรื่องราวโรแมนติคชวนขำปนหวานของหนุ่มสาวคู่นี้......

ป. ล.จริงๆแล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าจะติดหนึ่งในสิบ ตัดสินใจเลือกไม่ถูกเลย..........ถึงแม้ว่าบางเรื่องโปรดอาจไม่ติดในลิสต์ นี้ แต่อย่างน้อยก็อาจอยู่ใน 10 อันดับในใจของแต่ละคนครับ~~

5 การ์ตูนโชโจสุดคลาสสิค

-คำสาปฟาโรห์
เจ้าของตำนานอันยืดยาดไม่มีวันจบ ที่สาวๆวัยทำงานต่างก็คุ้นเคย (แถมยังมีคนลือกันว่าผู้เขียนได้เสียชีวิตไปแล้วอีกต่างหาก) เวลาผ่านไป 20 กว่าปี คนอ่านก็ยังคงไม่ได้เห็นตอนจบของเรื่องนี้เลย ซึ่งการ์ตูนเรื่องนี้เป็นการ์ตูนอิงประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณ แครอล นักศึกษาชาวอเมริกัน ชื่นชอบอียิปต์โบราณและอารยธรรมแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ เธอจึงออกไปสำรวจสุสานฟาโรห์แห่งอียิปต์ ร่วมกับ รอย ,ไรอัน, ศาสตราจารย์ และ จิมมี่ ทีมสำรวจค้นพบสุสานฟาโรห์เมมฟิส ภายหลัง ศพและของใช้ถูกขโมยไป แถมแครอลเผลอทำป้ายดินเหนียวสะกดวิญญาณแตก ทำให้เจ้าหญิงไอซิส พี่สาวเมมฟิส จึงฟื้นคืนชีพ และพาตัวแครอล ไปยังอียิปต์ยุคโบราณ ซึ่งที่นั่นเธอได้พบกับฟาโรห์เมมฟิสผู้ทรงโฉม ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆมากมาย (แต่ส่วนใหญ่หนักไปทางแครอลโดนลากไปอยู่กับคนนู้นคนนี้ ก็เลยยังไม่จบเสียที.....เอวัง)

-หน้ากากแก้ว
อันนี้ก็เป็นตำนานการ์ตูนผู้หญิงที่หลายคนต่างก็พูดถึง แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะได้อ่านต่อจนจบหรือเปล่า สำหรับ หน้ากากแก้ว หรือ นักรักโลกมายา เป็นการ์ตูนแนวต่อสู้ชีวิตบนเวทีการแสดง เริ่มจาก มายะ เด็กสาวธรรมดาที่ทำงานพิเศษในร้านอาหารจีน แต่มีพรสวรรค์ด้านการแสดง จึงทำให้เธอเข้าสู่วงการนักแสดงจากการเชิญชวนของอ.ซึกิคาเงะ ซึ่งคณะละครของอ.ซึกิคาเงะที่มายะสังกัดอยู่นั้น ก็ต้องชิงดีชิงเด่นกับคณะละครไดโตะ ซึ่งเป็นคู่แข่ง และจุดนี้เองทำให้มายะได้พบกับ อายูมิ หญิงสาวผู้มีพรสวรรค์ด้านการแสดงสูง คู่แข่งสำคัญในการชิงบท"นางฟ้าสีแดง"ของมายะ ซึ่งเรื่องนี้เองก็มีเสน่ห์ตรงภูมิหลังของตัวเอกทั้งสอง ทำให้เนื้อเรื่อง มีความเข้มข้น และดราม่าอย่างยิ่ง

-แคนดี้ แคนดี้ สาวน้อยจอมแก่น
การ์ตูนผู้หญิงสมัยก่อนที่สาวๆในยุคนั้นต่างจำกันได้ดี ส่วนฉบับหนังสือการ์ตูนก็จัดว่าหายากเช่นกัน (ปัจจุบันเรื่องนี้มีการพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์ไพเรทเจ้าหนึ่ง หาได้ตามร้านการ์ตูนใหญ่ๆ)แคนดี้ ไวท์ เด็กสาวกำพร้าคนหนึ่ง ได้ถูกขอไปเป็นเพื่อนคุยให้แก่คุณหนูอิไลซ่าแห่งตระกูลอาเดรย์ เธอต้องทนกับการกลั่นแกล้งสารพัด แต่เธอได้ อลิสเทียร์ อาร์ชี่ และแอนโธนี่ แห่งตระกูลอาเดรย์ รวมถึงเจ้าชายบนเนินเขาที่แคนดี้เคยเจอเมื่อสมัยเด็กๆ เป็นกำลังใจสำคัญในการที่จะทนต่อสู้กับความลำบาก ต่อมาแคนดี้ได้เป็นลูกบุญธรรมของท่านลุงวิลเลี่ยม แห่งตระกูลอาเดรย์ ทำให้ชีวิตของแคนดี้เปลี่ยนไป จากนั้นแคนดี้ไปศึกษาต่อที่อังกฤษ และได้พบกับทายาทหนุ่มแห่งตระกูลแกรนด์เชสเตอร์ และเขาคนนี้คือผู้ที่ทำให้ชีวิตของแคนดี้เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง....แล้วใคร กันล่ะคือรักแท้ของแคนดี้

-กุหลาบแวร์ซายส์
เรื่องนี้เป็นการ์ตูนอิงประวัติศาสตร์ในช่วงการปฏิวัติในฝรั่งเศส ผ่านตัวละครหลักคือ ออสการ์ ฟรังซัวส์ เดอ จาร์เจและ อังเดร กรังดิเออร์ โดยออสการ์เป็นเด็กสาวที่ถูกเลี้ยงดูเยี่ยงชาย เธอจึงถนัดการใช้ดาบและปืนมาก ต่อมา ออสการ์ เข้ารับราชการเป็นนายทหารรักษาพระองค์ของฝรั่งเศส ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งองค์รักษ์ประจำพระองค์ของพระนางมารี อองตัวเนต ออสการ์ปฏิบัติหน้าที่ดูแลพระนางมารี อองตัวเนต อย่างกระชั้นชิด ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่พระนางมารี อองตัวเนตปลอมพระองค์ จากนั้นพระนางมารี อองตัวเนต ทรงใช้จ่ายทรัพย์อย่างสุรุ่ยสุร่ายจนราษฎรเดือดร้อน จนนำไปสู่การปฏิวัติ ส่วนตัวออสการ์เองก็ต้องพบกับเรื่องราวความรักจากอังเดร์ เพื่อนสมัยเด็ก รวมถึงชายหนุ่มผู้หมายปองเธอคนอื่นๆ......... เรื่องนี้ก็มีจุดเด่นตรงที่แฝงเรื่องราวการต่อสู้ มิตรภาพ และ ความรักได้อย่างลงตัว

-Cipher
หนึ่งในการ์ตูนผู้หญิงสมัยก่อนที่ได้รับความนิยมพอสมควร แถมตัวละครหลักในเรื่องโดยเฉพาะกับคู่แฝดหนุ่มหล่ออย่าง ศิวะ และ ไซเฟอร์ ก็ดึงดูดใจนักอ่านสาวในขณะนั้นด้วย เรื่องราวความรักวุ่นๆของสาวน้อยอานิส กับ คู่แฝด ศิวะ และ ไซเฟอร์ โดยวันหนึ่งอานิสได้ล่วงรู้ความลับว่า ศิวะ ชายหนุ่มที่เธอหลงรักนั้น มี ไซเฟอร์ คู่แฝดของศิวะที่เหมือนกันจนแยกไม่ออก ทำให้สาวน้อยอานิสตัดสินใจที่จะแยกแยะทั้งคู่ให้ออก โดยเดิมพันด้วยความสัมพันธ์ของพวกเขาและเธอเป็นเดิมพัน.......หากเธอแยกแยะ ได้สำเร็จ แล้วเธอจะเลือกใครกันล่ะ? ปัจจุบันจัดเป็นเรื่องหนึ่งที่หาซื้อได้ยากแล้ว..........


อ้างอิงข้อมูลจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Shojo_manga

http://manga.about.com/od/typesofmanga/p/shojointro.htm

นิตยสาร Comic Quest ฉบับเดือน ก.พ. ปี 2003

kartoon-discovery.com
September 2008


from : http://www.kartoon-discovery.com/history/history4.html

รายละเอียดผลงานแต่ละเรื่องของฮายาโอะ มิยาซากิ และ Studio Ghibli

รายละเอียดผลงานแต่ละเรื่องของฮายาโอะ มิยาซากิ และ Studio Ghibli

Credits: กระทู้ A3162142 ฮายาโอะ มิยาซากิ, อิซาโอะ ทากาฮาตะ และกำเนิดสตูดิโอ Ghibli ของคุณ ก๋ากรั๊นจ์ แห่งพันทิพ

Future Boy Conan-โคแนน เจ้าหนูล้ำยุค(1978)

เรื่องของเด็กหนุ่มสาวที่เกิดในโลกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 3,การทำลายล้างโลกอย่างรุนแรง,การไล่ล่าเพื่อครอบครอง พลังอันยิ่งใหญ่ ผู้ใหญ่ที่คอยช่วยเหลือ,ผู้ร้ายกลับใจ ฉากการบินอันตระการตา,ความหวัง,ความรู้สึกต่อต้านการรุกราน ธรรมชาติ...เหล่านี้คือธีมหลักที่มิยาซากิมักใช้ในการ์ตูนของเขา
และในการ์ตูนทีวีเรื่องแรกที่เขากำกับก็มีทุกอย่างที่ว่ามาทั้งหมด
ดัดแปลงแบบคร่าวๆจากนิยายเรื่อง The Incredible Tide โดย อเล็กซานเดอร์ คีย์ โครงเรื่อง หลักยังคงเดิมแต่นอกเหนือจากนั้นเป็นจินตนาการของมิยาซากิทั้งหมด ที่เห็นชัดคือ โคแนนในหนังสือไม่ได้มีพลังเหนือ มนุษย์แบบในการ์ตูน

Lupin III:The Castle of Cagliostro(1979)

ลูแปงที่ 3 จอมโจรชื่อดัง เขากับเพื่อน มือปืนจิเก็น และ นักดาบโกเอมอน ร่วมมือกันตามหาสมบัติทั่วโลก ลูแปงที่ 3 เป็น การ์ตูนที่โด่งดังในญี่ปุ่นดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนของ มังกี้พันช์ สร้างเป็นหนังทีวี 3 ชุด หนังโรง 5 เรื่อง มิยาซากิกับ ทากาฮาตะร่วมกันกำกับการ์ตูนทีวีชุดแรกในปี 1979 จากนั้นมิยาซากิก็ฉายเดี่ยวโดยการเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ การ์ตูนเรื่องแรกในชีวิต Lupin III:The Castle of Cagliostro ซึ่งถูกยกย่องว่า เป็นการ์ตูนลูแปงที่ยอดเยี่ยมที่สุด ได้รับการโหวตให้เป็น อนิเมชั่นที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์โดยผู้อ่านนิตยสาร Animage (อยู่ในตำแหน่งนี้จนกระทั่ง
Nausicaa ออกฉาย) ตัวละครหญิง"คลาริส"ก็ได้รับการโหวตเป็น"The favorite heroine"(ซึ่งก็ถูกโค่นโดย
เนาซิก้า อีกเช่นกัน!!!)

Sherlock Hound (1981-84)

ชื่อดั้งเดิมตามภาษาญี่ปุ่นคือ Famous Detective Holmes เป็นการ์ตูนทีวีเรื่องสุดท้ายของมิยาซากิ โปรเจ็ค์นี้ถูก สร้างภายใต้ความร่วมมือของทีวีญี่ปุ่นและอิตาลี(RAI)ในปี 1981 มิยาซากิกำกับ 6 ตอนแรกและเขียนบทสำหรับที่เหลือ แต่ระหว่างนั้นกลับมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์กับฝ่ายดูแลผลประโยชน์ของ เซอร์ อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ โปรเจ็ค์จึงหยุดชะงักไป หลังจากหมดปัญหาในปี 1984 ทางทีวีญี่ปุ่นจึงสร้างตอนที่เหลือด้วยทีมงานใหม่ซึ่งเปลี่ยนจาก 6 ตอนแรกทั้งหมด
ตัวการ์ตูนนั้นเป็นแอคชั่นสืบสวนที่สนุกและมีฉากที่เป็นเครื่องหมายการค้า ของมิยาซากิเช่น ฉากขับรถไล่ล่า,ฉากบิน,ผู้หญิงแกร่ง, โจรกลับใจ เป็นต้น ตัวละครอย่าง โฮล์ม,วัตสัน,มิสฮัดสัน ถูกนำเสนอให้เป็นสุนัขทั้งหมด

Nausicaa of the Valley of Wind(1984)

เรื่อง ของเจ้าหญิงจากประเทศเล็กๆหลังสงครามที่เรียกว่า"ไฟล้างโลกใน 7 วัน"ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยมลภาวะ เธอพยายามยับยั้งสงครามระหว่างเผ่าต่างๆ รวมทั้งการทำลายป่าพิษที่เชื่อกันว่ากำลังกัดกินโลกอย่างช้าๆ
ผลงานกำกับ,เขียนบท และ สตอรี่บอร์ดของมิยาซากิ สร้างจากการ์ตูนcomic ของมิยาซากิเอง(ลงเป็นตอนๆในนิตยสาร Animageตั้งแต่ปี1982เขียนติดต่อกันนาน 13 ปีภายหลังรวมเป็นเล่มได้ 7 เล่ม-ภาพยนตร์สร้างจากเนื้อหา ในเล่ม 1 และ 2)เป็นภาพยนตร์การ์ตูนที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์ ในระหว่างนั้นมิยาซากิกับทากาฮาตะ ไม่ได้สังกัดที่ใด ทั้งคู่ตัดสินใจสร้างการ์ตูนเรื่องนี้กับบริษัท Topcraft ซึ่งเจ้าของคือ โทรุ ฮาร่า เพื่อนของทั้งคู่(ภายหลัง
เป็นประธานคนแรกของสตูดิโอ Ghibli)ทีมงานของเรื่องนี้ต่อมามีบทบาทสำคัญในวงการอนิเมชั่นญี่ปุ่นทั้งสิ้น

ในช่วงกลางยุค 80 นิวเวิลด์ พิคเจอร์(US)เคยทำเวอร์ชั่นที่พากษ์เสียงทับออกมาในชื่อ"Warriors of the Wind" รวมทั้งตัดต่อใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาติ พวกเขามองว่าหนังยาวไปสำหรับเด็ก จึงตัดหนังออกถึง 1 ใน 4!!!

(พวกเขาตัด ส่วนที่คิดว่า"ช้าเกินไป"ออก)และเรียบเรียงช่วงเวลาในเรื่องใหม่ ชื่อ Nausicaa ถูกเปลี่ยนเป็น Zandra ดาราที่มา< พากษ์เสียงทับต่างบอกกันในภายหลังว่า พวกเขาไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร?หลังจากที่มิยาซากิได้ดูเวอร์ ชั่นนี้เขาบอกกับทุกคนว่ามันเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากที่มีคนทำต่อหนังเขาแบบ นี้ และบอกให้ทุกคนลืมเวอร์ชั่นนี้เสีย


Laputa: The Castle in the Sky(1986)


พาสุ เด็กหนุ่มในเมืองเหมืองแร่ได้พบกับ ชีต้า เด็กสาวลึกลับที่ตกมาจากฟ้า พวกเขาหนีการตามล่าจากทั้งโจรสลัดและรัฐบาล ที่เชื่อว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ลาพิวต้า ปราสาทลอยฟ้าที่สาบสูญ

มิยาซากิ กำกับ,เขียนบท และเขียนสตอรี่บอร์ดผลงานเรื่องนี้ที่ถือเป็นการเปิดตัว Studio Ghibli อย่างเป็นทางการสร้าง จากเรื่องของมิยาซากิเอง โดยชื่อ ลาพิวต้านั้นนำมาจากนิยายของ โจนาธาน สวิฟต์"Gullivers Travels"เริ่มแรกมิยาซากิ ตั้งใจจะทำเรื่อง"เกาะลอยฟ้ามหาสมบัติ-Flying Treasure Island"และยืมชื่อ ลาพิวต้ามาจากหนังสือของ สวิฟต์ แต่ในที่สุดก็ใช้แค่ชื่อเท่านั้น(โครงเรื่องของ ลาพิวต้า ดัดแปลงจากโปรเจ็ค์ Nadia และ Conan)

อนึ่งคำว่า"Laputa"ในภาษาสเปนมีความหมายในทางที่ไม่ดีแปลว่า แพศยา หรือ หญิงแห่งนครโสเภณี เป็นที่รู้กันว่า สวิฟต์นั้นรู้ความหมายนี้อยู่แล้วตอนเขาตั้งชื่อนี้ แต่ไม่แน่ใจว่ามิยาซากินั้นรู้รึเปล่า? อย่างไรก็ตามเขาสามารถเลี่ยงไปใช้ ชื่อ"Raputa"ได้ถ้าจำเป็น(เสียง L และ R ในภาษาญี่ปุ่นไม่แตกต่างกัน)

My NeighborTotoro(1988)

เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหญิงพี่น้อง 2 คนกับวิญญาณผู้คุ้มครองป่า( โทโทโร่)ในชนบทของญี่ปุ่น แม่ของพวกเธอ รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนที่น้องสาวรู้ว่าแม่ของเธออาการไม่ดี จึงแอบหนีไปเยี่ยม เมื่อทุกคนรู้ว่าเธอหายตัวไป ก็มี เพียงเหล่า โทโทโร่ เท่านั้นที่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน?
มิยาซากิ กำกับ,เขียนบท และเขียนสตอรี่บอร์ดติดต่อกันเป็นเรื่องที่ 3 แต่เป็นเรื่องที่ 2 ของสตูดิโอ ออกฉายพร้อมกับเรื่อง Grave of the Fireflies(สุสานหิ่งห้อย)ของทากาฮาตะ


Grave of the Fireflies(1988)

อนิเมชั่นที่มืดมนและโศกเศร้า เรื่องของพี่น้อง 2 คนที่ต้องเอาตัวรอดระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้บางช่วงจะมีอารมณ์ขัน อยู่บ้าง แต่โดยรวมเต็มไปด้วยเรื่องสะเทือนใจ หลายคนเสียน้ำตาไปกับการ์ตูนเรื่องนี้ และไม่อาจทนดูซ้ำได้อีก
ทากาฮาตะเขียนบทและกำกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกสำหรับสตูดิโอ Ghibli สร้างจากนิยายกึ่งชีวประวัติของ อากิยูกิ โนซากะ ซึ่ง เสียน้องสาวของเขาไประหว่างสงคราม ออกฉายพร้อมกับเรื่อง Totoro ในแบบภาพยนตร์ควบ 2 เรื่อง
ทากาฮาตะนั้นสร้างการ์ตูนในมุมที่แตกต่างจากมิยาซากิ ขณะที่มิยาซากินั้นใช้เรื่องราวในนิทานหรือนิยายเป็นเพียงวัตถุดิบ ที่เขาจะสร้างโลกส่วนตัวและเรื่องราวของเขาเอง แต่ทากาฮาตะนั้นจะสร้างโดยเคารพต้นฉบับมากที่สุด(ยกเว้นวิญญาณของ เด็กที่เห็นในเรื่องเป็นส่วนที่ทากาฮาตะคิดขึ้นเอง)


Kiki's Dilivery Service(1989)


ในวันเกิดครบ 13 ปี แม่มดน้อย กีกิ ต้องออกเดินทางเพื่อหาประสบการณ์ด้วยการไปใช้ชีวิตในเมืองที่ไม่มีแม่มดอยู่ เป็นเวลา 1 ปี เธอและ จีจิ แมวสีดำคู่หูต้องปรับตัวเข้ากับชีวิตและผู้คนที่แตกต่างออกไป
ผลงานกำกับและเขียนบทโดยมิยาซากิ ดัดแปลงจากหนังสือสำหรับเด็กเรื่อง"Majo no Takkyuubin"โดย คาโดโน เออิโกะ ประสบความสำเร็จอย่างสูงเมื่อครั้งออกฉายในญี่ปุ่น เป็นเรื่องที่คาแรคเตอร์โดดเด่นกว่าเนื้อเรื่อง เน้นที่ความ เติบโตของแม่มดน้อยกีกิ ในเมืองสไตล์ยุโรปที่รวมเอา นาโปลี,ลิสบอน,สต๊อกโฮล์ม,ปารีส และซานฟรานซิสโกไว้ด้วยกัน โดยช่วงเวลาในเรื่องคือยุค 50 และเป็นยุโรปที่ไม่เคยเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2!


Only Yesterday(1991)


ทาเอโกะ สาวออฟฟิศในโตเกียว ใช้วันหยุดพักร้อนของเธอที่ครอบครัวชนบทของพี่เขย ระหว่างนั้นเธอนึกย้อนไปถึงวัยเด็ก ในโรงเรียนประถม หนังเต็มไปด้วยความทรงจำทั้งที่สวยงามและเจ็บปวด ท้ายที่สุดเธอเดินมาถึงทางแยกที่ต้องเลือก สำหรับอนาคตของเธอ

เขียนบทและกำกับโดย ทากาฮาตะ สร้างจากหนังสือการ์ตูนเรื่อง"Omohide Poroporo"(ความทรงจำที่ย้อน กลับมา)โดย โอคาโมโตะ โฮตารุ ในการ์ตูนต้นฉบับนั้นเป็นเรื่องของ ทาเอโกะ ในวัยเด็ก(11 ขวบ) ลักษณะคล้าย ไดอารี่ย้อนความทรงจำที่ประกอบด้วย เพลง,หนัง,รายการทีวี,ดารานักร้องในเวลานั้น(1966)ซึ่งทากาฮาตะพบว่า มันยากที่จะทำเป็นภาพยนตร์ เนื่องจากไม่มีสิ่งที่เชื่อมความทรงจำทั้งหมดเข้าด้วยกัน เขาจึงตัดสินใจสร้าง ทาเอโกะ ในวัย 27 ปีขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่นั้น

Porco Rosso(1992)
เรื่องของนักบินขับไล่ชาวอิตาลี ที่ออกจากราชการมาเป็นนักล่าเงินรางวัล เพราะไม่พอใจลัทธิฟาสซิสต์ที่กำลังรุ่งเรือง ทั้งหมดนี้ลืมบอกไปว่าเขาคือ...หมู...แถมยังพูดได้!

มิยาซากิกำกับและเขียนบทจากหนังสือการ์ตูนของเขาเองที่ชื่อ"Hikoutei Jidai"แรกเริ่มนั้นโปรเจ็คนี้เป็นการ์ตูน ยาว 30-45 นาทีที่สร้างให้กับ
Japan Airlines ในคอนเซปต์"หนังสำหรับนักธุรกิจที่เหนื่อยอ่อนจากการบินข้ามประเทศ สามารถสนุกได้แม้ในขณะกำลังมึนจากการ
ขาดออกซิเจน!"แต่ในขั้นตอนการสร้าง สิ่งที่มิยาซากิเพิ่มเข้ามาจากในหนังสือ ทำให้สตูดิโอตัดสินใจสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนเต็มรูปแบบ(อย่างไรก็ตามหนัง ก็มีฉายบนสายการบิน JAL ด้วยทำให้
ข้อความที่ขึ้นในฉากเปิดเรื่องมีหลายภาษาพร้อมๆกัน)

เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงปลายยุค 20 ในอิตาลีแถบทะเล อาเดรียติค ระหว่างอิตาลีและยูโกสลาเวีย(ในสมัยนั้น)เกาะที่ ปอร์โก้ อาศัยอยู่ เป็นเกาะแถบชายฝั่งโครเอเชีย(ปัจจุบัน)แรกเริ่มมิยาซากิอยากให้เรื่องเกิด ที่เมือง Dovrok ในแคว้น โครเอเชีย แต่ก็เกิดสงครามกลางเมืองในยูโกสลาเวียขึ้นมาเสียก่อน เขาจึงต้องย้ายเรื่องไปที่อิตาลีแทน(แต่ผลจากสงคราม ก็ส่งให้เรื่องมีเนื้อหาจริงจังขึ้นมากกว่าจะเป็นแค่"การ์ตูนสนุกๆสำหรับนัก ธุรกิจวัยกลางคนที่สมองกลายเป็นเต้าหู้จาก
การทำงานหนัก!"ในความคิดแรก)

The Sky-Colored Seed และ Nandarou(1992)

ทั้งสองเรื่องเป็นโฆษณาทางทีวี เรื่องแรกสร้างเพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของ Nippon TV จากหนังสือเด็กชื่อเดียวกัน ส่วนเรื่องหลังเป็น ตัวนำโชค(Mascot)ของ Nihon TV กำกับโดยมิยาซากิทั้ง 2 เรื่อง(เรื่องหลังทำKey Animation เองด้วย)

Ocean Waves(1993)

เรื่องราวรัก 3 เส้าที่เกิดในเมืองโคชิสร้างเพื่อฉายทาง ทีวี กำกับโดย โมชิสุกิ โทโมมิ(ผู้กำกับ Orange Road ภาคหนังโรง) อำนวยการสร้างโดยทากาฮาตะ จากนิยายโรแมนติกของ ฮิมูโร ซาเอโกะ เป็นเรื่องแรกของสตูดิโอ Ghibli ที่ไม่ใช่มิยาซากิ หรือทากาฮาตะกำกับ โปรเจ็ค์นี้เหมือนเป็นเวทีของคนรุ่นใหม่ในสตูดิโอ ในคอนเซปต์"เร็ว,ถูก และคุณภาพดี" แต่ท้ายที่สุดก็เกินงบและตารางเวลาอยู่ดี

Pom Poko(1994)

สงครามระหว่างทานุกิ(สัตว์ที่ดูคล้ายๆแรคคูน แต่ไม่ใช่...พบได้ในแถบเอเซีย เชื่อกันว่าสามารถแปลงร่างได้ และไม่มี อันตราย)กับมนุษย์ที่บุกรุกภูเขาเพื่อสร้างเมืองใหม่ เหล่าทานุกิปกป้องบ้านของพวกเขาสุดชีวิตด้วยวิธีการเท่าที่จะนึกได้

กำกับและเขียนบทจากเรื่องของทากาฮาตะเอง เต็มไปด้วยเรื่องราวความเชื่อและมุขตลกแบบญี่ปุ่นแท้ๆทำให้เป็นเรื่องที่ดู เข้าใจยากสำหรับคนต่างชาติ ตามความเชื่อดั้งเดิมนั้น สุนัขจิ้งจอก,แมวที่มีอายุมากๆ และทานุกิ สามารถแปลงร่างได้ เราจึงได้เห็นการแปลงร่างทุกรูปแบบในเรื่องนี้ จุดประสงค์เพื่อไล่พวกมนุษย์ออกไป แม้จะมีตัวละครที่สนุกสนาน
ภาพที่น่าตื่นตา แต่นี่ไม่ใช่การ์ตูนสำหรับเด็กเล็ก เพราะมีฉากรุนแรงและความตายปรากฎอยู่มาก สาระที่หนังต้องการบอก ก็ไม่ใช่เรื่องที่เด็กๆจะเข้าใจได้

Whisper of the Heart(1995)

เรื่องของ ชิสุกุ สาวน้อยที่พยายามค้นหาตัวเอง และอนาคตที่เธอต้องการ เล่าเรื่องผ่านจินตนาการและชีวิตประจำวันของเธอ ฉายในโรงภาพยนตร์ควบกับมิวสิควิดิโอ On Your Mark ผลงานของมิยาซากิ

Whisper of the Heart หรือชื่อในภาษาญี่ปุ่น Mimi wo Sumaseba(If you listen closely)กำกับโดย โยชิฟุมิ คอนโดะ,เขียนบท สตอรี่บอร์ด และ อำนวยการสร้างโดย มิยาซากิ,ออกแบบคาแรคเตอร์โดย คิตารุ โคอุซากะ ดัดแปลงจาก หนังสือการ์ตูนชื่อเดียวกันโดย ฮิรากิ อาโอย

On Your Mark(1995)

มิวสิควิดิโอความยาว 6.40 นาทีของ Chage & Aska กำกับและเขียนบทจากเรื่องของมิยาซากิเอง เนื้อเรื่องมีองค์ประกอบที่สามารถนำไปขยายเป็นภาพยนตร์ขนาดยาว ได้สบายๆออกฉายควบกับเรื่อง Whisper of the Heart และฉายเป็นฉากหลังในคอนเสิร์ตของ Chage & Aska


Princess Mononoke(1997)

เรื่องราวการต่อสู้ระหว่างสัตว์เทพเจ้าแห่งป่าเขาและมนุษย์ในญี่ปุ่นยุค โบราณ,ระหว่างหญิงสาวที่เติบโตจากการเลี้ยงดูของ หมาป่าที่ต่อสู้เคียงข้างสัตว์เทพเจ้า กับผู้นำอาณาจักรผลิตเหล็กที่ต้องการทำลายป่า เรื่องราวที่ตึงเครียดขึ้น รุนแรงขึ้น และ ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด

มิยาซากิ กำกับและเขียนบทจากเรื่องของเขาเอง เป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในครั้งที่ออกฉายในญี่ปุ่น ทำลายสถิติ รายได้ตลอดกาลของญี่ปุ่นที่ E.T. เคยทำไว้มานานกว่า 15 ปีลงได้(ต่อมาถูกทำลายโดย Titanic และถูกทำลายลงอีกครั้ง โดย Spirited Away การ์ตูนเรื่องล่าสุดของมิยาซากิ) เป็นเรื่องแรกที่ออกฉายวงกว้างทั่วโลกโดยการจัดจำหน่าย ของดิสนีย์ และนี่คือสถิติอื่นๆที่การ์ตูนเรื่องนี้สร้างไว้ในช่วงเวลานั้น

-เป็นอนิเมชั่นที่ใช้ทุนสร้างสูงสุดคือ 2.4 พันล้านเยน(ประมาณ 20 ล้านเหรียญ)อันดับรองลงมาคือ Akira ใช้ไป
1 พันล้านเยน
-ในเวลา 133 นาทีของหนังใช้แผ่นเซล(แผ่นใสใช้ในการสร้างภาพอนิเมชั่น)ไปทั้งสิ้น 144,000 แผ่น
-ทำรายได้มากกว่า 18.65 พันล้านเยนในญี่ปุ่น มีผู้ชมมากกว่า 13 ล้านคน
-ทำยอดขายวิดิโอสูงสุดตลอดกาลของญี่ปุ่นกว่า 4 ล้านชุด(เจ้าของสถิติเก่าคือ Aladdin)

My Neighbors theYamadas(1999)

สร้างจากการ์ตูนแก๊ก 4 ช่องจบ ที่ลงเป็นประจำในหนังสือพิมพ์ เรื่องราวชวนหัวของครอบครัวยามาดะ ที่ประกอบด้วย พ่อ,แม่,ลูกชาย,ลูกสาว,คุณยาย และ สุนัขสัตว์เลี้ยงของครอบครัว

ทากาฮาตะเขียนบทและกำกับเรื่องนี้ในสไตล์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือใช้เทคนิคการลงสีแบบสีน้ำ ทั้งเรื่อง ,เรื่องราวที่เป็นแบบมุขตลกมาเรียงต่อๆกัน แต่ก็ยังคงเนื้อหาที่ต้องการไว้ได้ และนี่เป็นเรื่องแรกที่ใช้คอมพิวเตอร์ ในทุกกระบวนการแบบ 100%(ไม่มีการใช้แผ่นเซลแบบดั้งเดิมเลย)

Spirited Away(2001)

เรื่องของ จิฮิโร่ เด็กหญิงวัย 10 ขวบที่หลงเข้าไปในโลกของเทพ โดยพ่อแม่ของเธอถูกคำสาปให้กลายเป็นหมู!เนื่องจากไปกินอาหารของเทพเข้า เธอเองก็สูญเสียชื่อ(หรือตัวตน)ให้กับแม่มดแห่งโรงอาบน้ำเทพเจ้า การต่อสู้เพื่อตัวเธอเองและครอบครัวเพื่อที่จะกลับสู่โลกปกติจึงเริ่มขึ้น

ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของสตูดิโอ Ghibli ทั้งในญี่ปุ่นและระดับโลก คว้ารางวัลสูงสุดจาก เทศกาลหนังเบอร์ลิน 2001 และได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนต์การ์ตูนยอดเยี่ยมในปี 2003 ซึ่งถือเป็น เหตุการณ์พลิกล๊อกครั้งหนึ่งในเวทีนี้เลยทีเดียว สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ดูในตอนนั้น
กำกับและเขียนบทจากเรื่องของมิยาซากิเอง(แต่ไม่ได้เขียนสตอรีบอร์ดเหมือน เรื่องก่อนๆแล้ว) ปัจจุบันครองตำแหน่ง หนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลของญี่ปุ่น(แชมป์เก่าคือ Titanic)



The Cat Returns(2002)


เรื่องของแมวสองตัว มุตะและ บารอน ทั้งคู่ต้องเดินทางไปช่วยเด็กหญิงวัยรุ่นที่ขาดความมั่นใจชื่อ ฮารุ ซึ่งหลงไปอยู่ใน อาณาจักรแห่งแมวโดยไม่ได้ตั้งใจ

ผลงานกำกับโดย ฮิโรยูกิ โมริตะ เรื่องนี้เหมือนเป็นภาคต่อกลายๆของเรื่อง Whisper of the Heart โดยมีตัวละคร แมวอ้วน บูตะ และแมวมาดสุภาพบุรุษ บารอน เชื่อมระหว่างสองเรื่องนี้ไว้ the Cats Return ออกฉายในปี 2002 และถึงจะไม่ได้ทำรายได้ถล่มทลาย แต่ผลงานการ์ตูนที่ดูสบายๆเรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้แฟนๆของ สตูดิโอ Ghibli ผิดหวังแต่อย่างใด

Howl's Moving Castle (2004)

เป็นผลงานที่ดัดแปลงจากนิยายชื่อเรื่องเดียวกันสำหรับเด็กแนวแฟนตาซี เขียนโดยนักเขียนชาวอังกฤษ ไดแอนา ไวนน์ โจนส์ตีพิมพ์ครั้งแรกนปี1986 ในตอนแรก มาโมรุ โฮโซดะ (Mamoru Hosoda) ผู้กำกับดิจิมอนในภาคที่ฉายทางทีวีและในภาพยนตร์ ได้รับการคัดเลือกให้มากำกับภาพยนตร์อนิเมชันเรื่องนี้ แต่ภายหลังได้ออกจากการเข้าร่วมโปรเจคนี้ และมิยาซากิได้เข้ามารับหน้าที่แทน

Howl's Moving Castle เป็นเรื่องราวของ โซฟี เด็กสาวที่ถูกแม่มดสาปให้กลายเป็นหญิงชรา เพราะไปทำให้แม่มดโกรธ โซฟีเลยต้องออกจากบ้าน และได้ไปเป็นแม่บ้านในปราสาทเคลื่อนที่ของพ่อมดฮาวล์ ผู้ซึ่งถูกร่ำลือว่าชอบสะสมหัวใจของเด็กผู้หญิง แต่หารู้ไม่ว่า พ่อมดฮาวล์เป็นคนดีชอบช่วยเหลือผู้อื่น แต่ก็เป็นคนเจ้าชู้ และชอบปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับตัวเองในแง่ลบ เพื่อความเป็นส่วนตัวของตัวเองโดยป้องกันไม่ให้ผู้คนมาให้ความสนใจมากนัก ในขณะเดียวกัน โซฟีก็ต้องพยายามหาหนทางที่จะทำให้เธอกลับไปเป็นร่างเดิม

Tales from Earthsea(2006)

เป็นอนิเมที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง Earthsea โดยในเรื่องนี้ โกโร่ มิยาซากิ ลูกชายของเขารับหน้าที่กำกับแทน

โดย เป็นเรื่องของอาณาจักรแห่งหนึ่งที่กำลังเสื่อมลง ผู้คนต่างอยู่กันอย่างหวาดกลัว ระแวง ที่แปลกไปกว่านั้น ผู้คนได้เห็นกับมังกรซึ่งมันไม่ควรจะมาโผล่ในโลกของมนุษย์ พ่อมดหนุ่มพเนจรนาม Ged จะต้องตามหาต้นตอของเรื่องที่ทำให้อาณาจักรแห่งนี้ย่ำแย่สุดขีด

from : http://www.kartoon-discovery.com/history/miyazaki_story.html

ยินดีตอนรับค่ะ


BannerFans.com

News

welcome to miyakoebook !
Visit us at http://miyakoebook.multiply.com or click at the picture will take you to the miyakoebook link. Don't forget visit us over there.